เปิดเจตนารมณ์รธน.2 มาตราร้อน 94ป้องกันซื้อเสียง-190ปกป้องประชาชน

สุทธิรักษ์ อุฒมนตรี

สืบเนื่องจากการตีความรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 จนเกิดปัญหาการบังคับใช้ในแต่ละมาตรา มีประเด็นที่ต้องขึ้นสู่การพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยว่ามีผลใช้?บังคับในทางใด ทำให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ทั้งผู้เสียหายจากการถูกบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญบังคับ หรือไม่ได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ รวมทั้งหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน ไม่สามารถค้นหาเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญในส่วนนั้นๆ ได้ เพราะไม่เคยมีรัฐธรรมนูญฉบับใดบันทึกเจตนารมณ์ไว้อย่างชัดเจนเป็นลายลักษณ์อักษร

ดังนั้น จึงเป็นที่มาของปัญหาทําให้ตีความกฎหมายแตกต่างกันไปในแต่ละสถานการณ์ และเป็นที่มาของการบันทึกเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ ปี 2550 โดย “กรุงเทพธุรกิจ” จะนำมาเสนอเฉพาะ 2 มาตราที่พรรคร่วมรัฐบาล กำลังเสนอแก้ไข และกำลังถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง ว่า สมควรแก้ไขหรือไม่

มาตรา 94 ที่กำหนดให้การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ให้เป็นแบบเขตใหญ่เรียงเบอร์ โดย (4) การกําหนดเขตเลือกตั้งให้ดำเนินการโดยจังหวัดใดมีส.ส.ได้ไม่เกินสามคน ให้ถือเขตจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง แต่ถ้าจังหวัดใดมีส.ส.ได้เกินสามคน ให้แบ่งเขตจังหวัดออกเป็นเขตเลือกตั้ง โดยจัดให้แต่ละเขตเลือกตั้งมีจํานวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสามคน

(5) ในกรณีที่แบ่งเขตเลือกตั้งในจังหวัดหนึ่งให้มีจํานวนส.ส.ครบสามคนทุกเขตไม่ได้ ให้แบ่งเขตเลือกตั้งออกเป็นเขตเลือกตั้งที่มีส.ส.เขตละสามคนเสียก่อน แต่เขตที่เหลือต้องไม่น้อยกว่าเขตละสองคน ถ้าจังหวัดใดมีการเลือกตั้งส.ส.ได้สี่คน ให้แบ่งเขตเลือกตั้งออกเป็นสองเขต เขตหนึ่งให้มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสองคน

เจตนารมณ์

เพื่อกําหนดหลักเกณฑ์การออกเสียงลงคะแนน การคํานวณจํานวนส.ส. การกําหนดเขตเลือกตั้ง รวมทั้งรูปแบบการนับ

คะแนนเสียงของการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตการคํานวณจํานวน ส.ส.ที่จะพึงมีในแต่ละเขตเลือกตั้ง ต้องคํานึงถึงสัดส่วนของราษฎรต่อจํานวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยให้ทุกจังหวัดมีจํานวนส.ส. ที่เหมาะสมกับจํานวนราษฎรในแต่ละจังหวัด

ส่วนการกําหนดเขตเลือกตั้งนั้น ถ้าจังหวัดใดมีเขตเลือกตั้งมากกว่าหนึ่งเขต ต้องแบ่งพื้นที่ของเขตเลือกตั้งแต่ละเขตให้ติดต่อกัน และต้องให้จํานวนราษฎรในแต่ละเขตใกล้เคียงกันกําหนดให้แต่ละเขตเลือกตั้งมีส.ส. ได้จํานวนสามคน เพื่อให้เขตเลือกตั้งมีพื้นที่ที่ใหญ่ขึ้น ซึ่งจะทําให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและยุติธรรม เนื่องจากการซื้อเสียงจะกระทําได้ยาก และทําให้ผู?เลือกตั้งสามารถใช้สิทธิเลือกบุคคลที่เหมาะสมจะปฏิบัติหน้าที่ได้หลายคนซึ่งแตกต่างจากเดิมที่จะเลือกได้เพียงคนเดียวเท่านั้น

นอกจากนี้ทุกคะแนนเสียงของประชาชนจะมีความหมาย เพราะสามารถเฉลี่ยคะแนนไปตามผู้สมัครทั้ง 3 คนในแต่ละเขตเลือกตั้งได้มิใช่แบบเดิมที่มีได้เพียงคนเดียว อันจะทําให้คะแนนเสียงของประชาชนที่เลือกผู้สมัครในลําดับที่ 2 หายไปทั้งหมด

หมายเหตุ

1) หลักการคงเดิมตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 แต่แก้ไขเรื่องการออกเสียงลงคะแนน การคํานวณจํานวน ส.ส. การกําหนดเขตเลือกตั้ง รวมทั้งรูปแบบการนับคะแนนเสียง

มาตรา 190 พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอํานาจในการทําหนังสือสัญญาสันติภาพ สัญญาสงบศึก และสัญญาอื่น กับนานาประเทศหรือกับองค์การระหว่างประเทศ

หนังสือสัญญาใดมีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย หรือเขตพื้นที่นอกอาณาเขตซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตยหรือมีเขตอํานาจตามหนังสือสัญญาหรือตามกฎหมายระหว่างประเทศ หรือจะต้องออกพระราชบัญญัติเพื่อให้การเป็นไปตามหนังสือสัญญาหรือมีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคมของประเทศอย่างกว้างขวางหรือมีผลผูกพันด้านการค้า การลงทุน หรืองบประมาณของประเทศอย่างมีนัยสําคัญต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภา ในการนี้ รัฐสภาจะต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ได้รับเรื่องดังกล่าว ก่อนการดําเนินการเพื่อทําหนังสือสัญญากับนานาประเทศหรือองค์การระหว่างประเทศตามวรรคสอง คณะรัฐมนตรีต้องให้ข้อมูลและจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน และต้องชี้แจงต่อรัฐสภาเกี่ยวกับหนังสือสัญญานั้น ในการนี้ ให้คณะรัฐมนตรีเสนอกรอบการเจรจาต่อรัฐสภาเพื่อขอความเห็นชอบด้วย

เมื่อลงนามในหนังสือสัญญาตามวรรคสองแล้ว ก่อนที่จะแสดงเจตนาให้มีผลผูกพันคณะรัฐมนตรีต้องให้ประชาชนสามารถเข้าถึงรายละเอียดของหนังสือสัญญานั้นและในกรณีที่การปฏิบัติตามหนังสือสัญญาดังกล่าวก่อให้เกิดผลกระทบต่อประชาชนหรือผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม คณะรัฐมนตรีต้องดําเนินการแก้ไขหรือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบนั้นอย่างรวดเร็ว เหมาะสม และเป็นธรรม

ให้มีกฎหมายว่าด้วยการกําหนดขั้นตอนและวิธีการจัดทําหนังสือสัญญาที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง หรือมีผลผูกพันด้านการค้า หรือการลงทุน อย่างมีนัยสําคัญ รวมทั้งการแก้ไขหรือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการปฏิบัติตามหนังสือสัญญาดังกล่าวโดยคํานึงถึงความเป็นธรรมระหว่างผู้ที่ได้ประโยชน์กับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการปฏิบัติตามหนังสือ

สัญญานั้นและประชาชนทั่วไป

ในกรณีที่มีปัญหาตามวรรคสอง ให้เป็นอํานาจของศาลรัฐธรรมนูญที่จะวินิจฉัยชี้ขาด โดยให้นําบทบัญญัติตามมาตรา 154 (1) มาใช้บังคับกับการเสนอเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญโดยอนุโลม

เจตนารมณ์ เพื่อกําหนดหลักเกณฑ์การทําหนังสือสัญญาระหว่างประเทศไทยกับนานาประเทศ

1) การทําสนธิสัญญาหรือสัญญาอื่น ระหว่างประเทศไทยกับนานาประเทศ หรือกับองค์การระหว่างประเทศ เป็นพระราชอํานาจของพระมหากษัตริย์ในฐานะทรงเป็นประมุขแห่งรัฐ

2) สนธิสัญญาหรือหนังสือสัญญาที่คณะรัฐมนตรีต้องขอรับความเห็นชอบจากรัฐสภาในกรอบการเจรจา และต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาก่อนและภายหลังการเจรจา หรือก่อนลงนามในหนังสือสัญญา มีทั้งสิ้น 5 ประเภท คือ

ก) ประเภทที่มีบทเปลี่ยนแปลงอํานาจอธิปไตยของรัฐ

ข) ประเภทที่มีบทเปลี่ยนแปลงเขตพื้นที่ อาณาเขต ซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตย หรือมีเขตอํานาจตามหนังสือสัญญา หรือตามกฎหมายระหว่างประเทศ

ค) ประเภทที่มีผลกระทบด้านความมั่นคงทางเศรษฐกิจ หรือสังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง

ง) ประเภทที่มีผลผูกพันด้านการค้า การลงทุน หรืองบประมาณของประเทศอย่างมีนัยสําคัญ

จ) ประเภทที่ต้องออกพระราชบัญญัติเพื่อให้การเป็นไปตามสัญญา

3) มีกฎหมายกําหนดขั้นตอนและวิธีการจัดทําหนังสือสัญญาที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง หรือมีผลผูกพันด้านการค้าหรือการลงทุนอย่างมีนัยสําคัญ

4) กําหนดให้มีการเยียวยาประชาชน หรือผู้ประกอบการขนาดกลางหรือขนาดย่อมผู้ได้รับผลกระทบจากหนังสือสัญญา

5) กําหนดให้ศาลรัฐธรรมนูญมีอํานาจวินิจฉัยชี้ขาดในกรณีเกิดปัญหาเกี่ยวกับประเภทของหนังสือสัญญาและการทําหนังสือสัญญาว่าต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภาหรือไม่

หมายเหตุ

1) แก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 โดยกําหนดให้มีขั้นตอนและวิธีการจัดทําสนธิสัญญา หรือหนังสือสัญญา

2) หลักการดังกล่าวนี้มีบัญญัติไว?ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2489 เป็นครั้งแรก

3) การจัดทําสนธิสัญญาหรือหนังสือสัญญาที่ผ่านมาคณะรัฐมนตรีไม่เคยนําขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวาย เพื่อให้ทรงใช้พระราชอํานาจตามรัฐธรรมนูญ

4) หนังสือสัญญาที่มีผลเปลี่ยนแปลงอํานาจอธิปไตยต้องมีการตรากฎหมายเพื่อให้เป็นไปตามหนังสือสัญญาทุกครั้ง

5) กฎหมายกําหนดกรอบการเจรจาที่มีผลผูกพันด้านการค้าและการลงทุน หรือมีผลกระทบต่อประชาชนอย่างกว้างขวาง ต้องตรากฎหมายให้เสร็จสิ้นภายใน 1 ปี นับแต่วันที่แถลงนโยบายต่อรัฐสภา

http://www.bangkokbiznews.com/2010/01/25/news_30211555.php?news_id=30211555

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.